แนะนำผู้ดูแลเว็บ

ดาราวรรณ สุวรรณทา
โรคกุ้งขาวแวนาไม PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย Administrator   
พฤหัสบดี, 27 สิงหาคม 2009

โรคกุ้งขาวแวนาไม

ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ

ข้อมูลจาก "สัตว์น้ำเศรษฐกิจ ฉบับเดือน กรกฏาคม 2546"

โรคกุ้งขาวแวนาไมในประเทศไทย

Diseases of Pacific White Shrimp (Litopenaeus vannamei) in Thailand

ตั้งแต่กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้มีการนำพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวแวนาไมที่ปลอดเชื้อเข้ามาทดลองเลี้ยงในประเทศไทยในปี 2545 จนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ปรากฏว่าในขณะนี้เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งชนิดนี้ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จมากกว่าเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำ ทำให้ความต้องการลูกกุ้งในช่วงเดือนพฤษภาคม 2546 มีมากจนโรงเพาะฟักไม่สามารถผลิตลูกกุ้งได้พอเพียงกับความต้องการและแนวโน้มปัญหาลูกกุ้งขาดแคลนจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพ่อแม่พันธุ์ที่กรมประมงอนุญาตให้นำเข้ามาเดือนสุดท้าย คือ กุมภาพันธ์ คงจะใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้อีกไม่นาน แนวทางแก้ปัญหาที่ผู้ประกอบการโรงเพาะฟักปฏิบัติ คือ นำพ่อแม่พันธุ์กุ้งชนิดนี้ที่เลี้ยงไว้ในบ่อดินมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จพอๆกัน ทั้งนี้เนื่องจากบ่อที่มีการนำกุ้งชนิดนี้ไปเลี้ยงสำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์เคยผ่านการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาเป็นเวลานาน โอกาสที่จะได้รับเชื้อไวรัส Infectious hypodermal and hematopoietic necrosis virus (IHHNV) จากกุ้งกุลาดำมีสูงมาก นอกจากนี้อาจจะมีการลักลอบนำเข้านอเพลียส (nauplius) จากต่างประเทศ เช่น ประเทศไต้หวัน หรือจีนเข้ามา โอกาสที่จะนำเชื้อโรคไวรัสชนิดต่างๆ มีมากด้วยเช่นกัน เพราะในช่วงก่อนที่กรมประมงได้อนุญาตให้มีการนำพ่อแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อโรคเข้ามาในปี 2545 ได้มีการลักลอบนำลูกกุ้งชนิดนี้จากต่างประเทศเข้ามามาก ซึ่งลูกกุ้งเหล่านี้ไม่ได้มีการตรวจเช็คว่ามีเชื้อไวรัสหรือไม่ ทำให้มีการเกิดโรคในระหว่างการเลี้ยงตามแหล่งต่างๆ พอสมควร

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูสถานการณ์เรื่องผลการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในรอบการเลี้ยงที่ผ่านมา คือ ครึ่งปีแรก และราคาของกุ้งกุลาดำเปรียบเทียบกับกุ้งขาวแวนาไม ปรากฏว่าราคาของกุ้งกุลาดำขนาดตั้งแต่ 60-90 ตัว/กิโลกรัม ต่ำมาก ในขณะที่ราคากุ้งกุลาดำที่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต้องเป็นกุ้งที่มีขนาด 50-40 ตัว/กิโลกรัม ซึ่งในขณะนี้เลี้ยงไม่ง่ายนักในประเทศไทย เพราะกุ้งกุลาดำมักจะมีปัญหาจนต้องจับก่อนที่จะได้ขนาด 50-40 ตัว/กิโลกรัม ในขณะที่ราคากุ้งขาวแวนาไมสูงกว่าราคากุ้งกุลาดำ ยิ่งมีผลทำให้เกษตรกรหันไปเลี้ยงกุ้งขาวกันมากขึ้น

ความแตกต่างระหว่างกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ

1. ลักษณะที่ได้เปรียบของกุ้งขาวเมื่อเปรียบเทียบกับกุ้งกุลาดำ ตามลักษณะและปัญหาในการเลี้ยง คือ

1.1 กุ้งขาวเจริญเติบโตเร็วกว่ามากโดยเฉพาะในช่วงระยะเวลา 60 วันแรก และสามารถเลี้ยงได้ในอัตราความหนาแน่นที่สูงกว่ากุ้งกุลาดำ

1.2 กุ้งขาวที่มาจากสายพันธุ์ที่ดีจะมีขนาดเท่าๆกัน ทุกตัว ไม่มีหลายขนาดเช่นเดียวกับกุ้งกุลาดำที่ตอนจับกุ้งขายจะมีกุ้งหลายขนาดมาก

1.3 อาหารของกุ้งขาวราคาถูกอาหารของกุ้งกุลาดำ

1.4 ระหว่างการเลี้ยงไม่ต้องมีการใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมีจำนวนมากเหมือนกับกุ้งกุลาดำ ทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำกว่ากุ้งกุลาดำและไม่มีปัญหายาตกค้าง

1.5 การเลี้ยงกุ้งขาวใช้เวลาเพียง 90-100 วัน ก็จับขายได้ ในขณะที่กุ้งกุลาดำต้องใช้เวลานานประมาณ 120 วัน เป็นอย่างต่ำ

2. ลักษณะด้อยหรือการเสียเปรียบของกุ้งขาวเมื่อเปรียบเทียบกับกุ้งกุลาดำ คือ

2.1 ลูกกุ้งขาวมีราคาแพงกว่ากุ้งกุลาดำและมีปริมาณไม่เพียงพอความต้องการ

2.2 เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวบางส่วนยังไม่มีความชำนาญและประสบการณ์ในการเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ และมีหลายอย่างที่แตกต่างกับกุ้งกุลาดำ ทำให้บางคนไม่ประสบความสำเร็จ

2.3 ถ้าผลผลิตออกมามาก จะมีปัญหาเรื่องตลาดหรือไม่ เป็นคำถามที่ยังไม่มีใครสามารถรับประกันได้ เพราะตลาดกุ้งที่ประเทศไทยส่งออกที่ผ่านมาเป็นกุ้งกุลาดำเกือบทั้งหมด

เมื่อประเมินสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งขาวในขณะนี้มีพื้นที่การเลี้ยงทั้งหมดประมาณ 40% ในขณะที่พื้นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำประมาณ 60% ดังนั้นผลผลิตของกุ้งทะเลในปี 2003 น่าจะใกล้เคียงกันเพราะผลการเลี้ยงของกุ้งขาวโดยรวมแล้วดีกว่ากุ้งกุลาดำ

ปัญหาโรคของกุ้งขาว

สำหรับปัญหาเรื่องโรคของกุ้งขาวแวนาไมในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่มีการนำกุ้งชนิดนี้เข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยมีหลายชนิด ที่สำคัญ ได้แก่

 

1. White Spot Syndrome Virus (WSSV) หรือ โรคดวงขาว (จุดขาว) เป็นโรคที่พบกับกุ้งทะเลทุกชนิดรวมทั้งกุ้งขาวด้วย โรคดวงขาวส่วนใหญ่เกิดในช่วงการเลี้ยงที่อุณหภูมิของอากาศต่ำลง คือ ช่วงปลายปีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - เดือนมกราคม และโดยเฉพาะในแหล่งเลี้ยงที่มีการระบาดของโรคดวงขาวมากในกุ้งกุลาดำ เนื่องจากพื้นที่การเลี้ยงกุ้งขาวกับกุ้งกุลาดำเป็นพื้นที่เดียวกัน ในช่วงที่อากาศอบอุ่นและช่วงฤดูร้อนตั้งแต่มีนาคมเป็นต้นไปจนถึงเดือนกันยายน ปัญหาโรคดวงขาวมีน้อยกว่าช่วงที่อากาศเย็น ในบ่อที่มีปัญหาการเกิดโรคดวงขาวส่วนมากกุ้งจะมีอายุระหว่าง 30-50 วัน ดังนั้นเมื่อมีการเกิดโรค เกษตรกรมักจะใช้คลอรีนผงหรือไตรคลอร์ฟอนเติมลงไปในบ่อ เพื่อฆ่าเชื้อและกุ้งที่ป่วย ไม่ถ่ายน้ำเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสอย่างน้อย 14 วัน จึงระบายน้ำออก

การป้องกันเพื่อลดความรุนแรงของโรคดวงขาว คือ หลีกเลี่ยงการปล่อยลูกกุ้งเลี้ยงในบ่อในช่วงที่อากาศหนาวเย็น หรือถ้าจะเลี้ยงในบริเวณที่มีโอกาสระบาดของโรค ควรจะฆ่าพาหะในน้ำ ก่อนการปล่อยลูกกุ้งด้วยคลอรีนผงหรือไตรคลอร์ฟอน และซื้อลูกกุ้งจากโรงเพาะฟักที่มีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อ (specific pathogen free, SPF) เท่านั้น ควรมีบ่อพักน้ำและเติมน้ำจากบ่อพักน้ำที่มีการฆ่าเชื้อและพักน้ำเป็นเวลานานแล้วเท่านั้น โรคดวงขาวทำความเสียหายแก่ผู้เลี้ยงกุ้งขาวมากเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาโรคทุกชนิด

2. Infectious hypodermal and hematopoietic necrosis virus (IHHNV) หรือโรคตัวพิการ เป็นโรคไวรัสที่พบได้ทั่วไปในระหว่างการเลี้ยงในบ่อ โดยเฉพาะลูกกุ้งขาวที่มาจากพ่อแม่พันธุ์ที่เลี้ยงในบ่อดินในประเทศไทย กุ้งขาวที่ติดไวรัส IHHNV จะมีลักษณะที่สังเกตได้ง่าย คือ กรีผิดปกติ อาจจะกุดหรือสั้นกว่าปกติ อาจจะบิดไปทางซ้ายหรือทางขวา นอกจากนั้นอาจจะพบว่ากุ้งมีลำตัวคดงอ ลักษณะที่กล่าวมานี้สังเกตได้หลังจากปล่อยลูกกุ้งเลี้ยงในบ่อประมาณ 30 วัน ปริมาณการเกิดลักษณะผิดปกติมีตั้งแต่ไม่รุนแรงมาก คือ มีประมาณ 10-20% จนถึงรุนแรงมาก คือ ประมาณ 70-80% ของกุ้งที่อยู่ในบ่อมีลักษณะผิดปกติ และกุ้งเหล่านี้จะโตช้ามาก มีอัตรารอดในบ่อต่ำ ทำให้ผลผลิตรวมต่ำด้วย แต่ไม่พบการตายของกุ้งในบ่อเลี้ยงตลอดระยะเวลาในการเลี้ยง นอกจากกุ้งที่มีอาการผิดปกติบางส่วนจะอ่อนแอไม่แข็งแรง แนวโน้มมีการใช้พ่อแม่พันธุ์ในบ่อเลี้ยงแทนพ่อแม่พันธุ์ที่นำเข้ามา โอกาสจะพบ IHHNV น่าจะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน การพบโรค IHHNV พบได้ตลอดทั้งปี ขึ้นอยู่กับแหล่งของลูกกุ้งที่นำไปเลี้ยง ถ้าเป็นลูกกุ้งจากพ่อแม่พันธุ์ SPF โอกาสที่จะพบ IHHNV มีน้อยมาก

3. Taura Syndrome Virus (TSV) โรคตัวแดง เป็นโรคไวรัสที่พบเฉพาะในกุ้งขาว กุ้งขาวที่เป็นโรค TSV จะมีลักษณะเด่น คือ ลำตัวมีสีชมพูเด่นชัด จนถึงแดง และปลายแพนหางจะมีสีแดงเข้มขึ้น ลำตัวจะอ่อนนุ่มไม่แข็งแรงเหมือนกับกุ้งปกติ เหงือกกุ้งบางตัวอาจจะบวม พบได้ในกุ้งอายุประมาณ 25-60 วัน หลังจากปล่อยลงในบ่อเลี้ยง อัตราการตายของกุ้งจะรุนแรงมาก หลังจากการลอกคราบครั้งแรกเมื่อกุ้งมีอาการป่วย กุ้งที่ตาย ตัวจะมีสีเข้มอมชมพู เปลือกจะไม่แข็ง กุ้งที่ป่วยบางตัวจะว่ายน้ำเข้าหาขอบบ่อ และตายริมขอบบ่อ บางส่วนตายที่พื้นบ่อ หลังจากการลอกคราบแล้วกุ้งที่เหลือรอดบางตัวจะมีเปลือกลักษณะคล้ายกับแผลสีดำกระจายตามส่วนต่างๆ ทั้งส่วนหัวและลำตัว กุ้งเหล่านี้บางตัวจะมีชีวิตรอดได้ ถ้าสภาพบ่อ คือ คุณภาพน้ำอยู่ในสภาพที่ดีเหมาะสม และสภาวะอากาศดี แต่ถ้าสภาวะแวดล้อมไม่ดีขึ้น เช่น อากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงมีท้องฟ้ามืดครึ้มหรือฝนตกติดต่อกันนานๆ กุ้งเหล่านี้อาจจะตายในการลอกคราบครั้งต่อไป ถ้าสภาวะในบ่อดีกุ้งที่มีแผลสีดำบนเปลือกเหล่านี้จะต้องลอกคราบ 2-3 ครั้ง แผลดำเหล่านี้จึงจะหายไป และกุ้งเหล่านี้จะหายเป็นปกติ ความรุนแรงของ TSV ที่พบในบ่อเลี้ยงพบว่าทำให้กุ้งในบ่อตายประมาณ 50-80% ขึ้นกับสภาพแวดล้อมในบ่อในขณะนั้นและการแก้ปัญหาของเกษตรกร

ในกรณีที่กุ้งเป็นโรค TSV ไม่ควรถ่ายเปลี่ยนน้ำเพราะจะเป็นการแพร่กระจายเชื้อไวรัสออกไปสู่ภายนอก ควรจะเก็บกุ้งที่ป่วยออกจากบ่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทำลายกุ้งที่ป่วยเหล่านี้ ปรับสภาพแวดล้อมในบ่อให้ดีขึ้น เช่น การเพิ่มเครื่องให้อากาศหรือคุณภาพน้ำบางอย่าง เช่น ในกรณีเกิด TSV ในบ่อกุ้งที่น้ำมีค่าอัลคาไลน์ต่ำ เพียง 40-50 ppm หลังจากเติมวัสดุปูนเพิ่มอัลคาไลน์ขึ้นมาประมาณ 80 ppm และเพิ่มเครื่องให้อากาศปรากฏว่าอัตราการตายของกุ้งลดลงมากและกุ้งในบ่อแข็งแรงขึ้นเลี้ยงต่อไปได้ เนื่องจาก TSV เป็นโรคไวรัสที่ทำความเสียหายค่อนข้างมากกับกุ้งขาวแวนาไม ดังนั้นเกษตรกรจะต้องใช้มาตรการป้องกันการระบาดของโรคไวรัสชนิดนี้ เช่นเดียวกับการป้องกันและควบคุมโรคไวรัสหัวเหลืองและไวรัสดวงขาว

4.Gill diseases โรคเหงือกที่พบมากและพบทั่วไปในกุ้งขาว คือ เหงือกดำมักจะพบเมื่อน้ำในบ่อมีสีเข้มจัดหรือพื้นบ่อมีเลนกระจัดกระจายทั่วไปหรือในบ่อที่มีการปล่อยลูกกุ้งเลี้ยงในบ่ออย่างหนาแน่น คือ มากกว่า 60 ตัว/ตารางเมตร แต่มีเครื่องให้อากาศไม่พอเพียงหรือการถ่ายเปลี่ยนน้ำไม่เพียงพอ ก่อนที่กุ้งจะแสดงอาการป่วยหรือเริ่มตาย มักจะพบว่ากุ้งมีเหงือกสีดำ ถ้าแก้ปัญหาไม่ทันกุ้งจะตายหมด การแก้ปัญหาทำได้ง่าย ถ้าพบว่าเหงือกของกุ้งบางตัวเริ่มมีสีเข้ม ควรจะเปลี่ยนถ่ายน้ำเพิ่มขึ้นและเพิ่มเครื่องให้อากาศจะทำให้กุ้งกลับสู่สภาวะปกติในเวลาอันรวดเร็ว

โรคทั้งสี่ชนิดที่กล่าวมาข้างต้นมีความสำคัญมากต่อการเลี้ยงกุ้งขาวแบบพัฒนาหรือแบบปล่อยลูกกุ้งอย่างหนาแน่น ดังนั้นผู้เลี้ยงกุ้งขาวต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุและที่มาของการเกิดโรคแต่ละชนิดเพื่อเตรียมหามาตรการป้องกันหรือลดปัญหาให้น้อยลง

ถ้าเกษตรกรมีการเตรียมพร้อมในการเลี้ยงกุ้งขาวตั้งแต่เริ่มเตรียมบ่อ คัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพจากสายพันธุ์ที่ดี มีอุปกรณ์ให้อากาศเพียงพอ รวมทั้งปริมาณน้ำที่จะเปลี่ยนถ่ายระหว่างการเลี้ยง ปล่อยลูกกุ้งในอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมกับอุปกรณ์และความพร้อมของตนเอง โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีสูงมาก และหวังว่าปี 2546 นี้ผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไมในประเทศไทยน่าจะมากกว่า 100,000 ตัน

 
 

Newsflash

ครัวริมน้ำ สุดยอดกุ้งเผา เมืองกรุงเก่า
สัปดาห์นี้เราพาคุณไปชิมอาหารที่ต่างจังหวัดกันดีกว่า ใกล้ๆ แค่นี้เองค่ะ

 
Copyright 2014 kungthai digital Library.